คณะวิทย์ ม.อ. เปิดเวทีเสวนา “แผ่นดินไหวและการเตรียมพร้อมรับมือของประเทศไทย” ชี้ไทยยังมีช่องว่างการรับมือภัยพิบัติ แนะสร้างสังคมพร้อมรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดย คณะวิทยาศาสตร์ จัดกิจกรรมเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ถอดบทเรียนมหันตภัยแผ่นดินไหว กับการเตรียมพร้อมรับมือของประเทศไทย” โดยมีนักวิชาการ บุคลากรภาครัฐ นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างคึกคัก ณ ห้องประชุม P 105 ตึกฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และระบบ Online โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สวัสดี ยอดขยัน อาจารย์หลักสูตรธรณีฟิสิกส์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

การจัดเวทีในครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ที่ศูนย์กลางอยู่ในประเทศเมียนมา เมื่อคืนวันที่ 28 มีนาคม 2568 ซึ่งสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ถึงหลายพื้นที่ในประเทศไทย รวมถึงกรุงเทพมหานครและภาคเหนือตอนล่าง ทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวลอย่างกว้างขวาง ทั้งที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางกว่า 800 กิโลเมตร

ดร.ไพบูลย์ นวลนิล นักแผ่นดินไหววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.อ. ชี้ว่า รอยเลื่อนในเขตเมียนมา เช่น รอยเลื่อนพะโค และรอยเลื่อนแถบอิระวดี เป็นรอยเลื่อนที่ยังคงมีพลังงานสะสมและมีศักยภาพในการก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในอนาคต โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นใกล้เขตรอยต่อชายแดนไทย

“หลายคนอาจเข้าใจว่าไทยไม่อยู่ในเขตแผ่นดินไหวใหญ่ แต่ในความเป็นจริง เราอยู่ในภูมิภาคที่แผ่นเปลือกโลกหลายแผ่นกำลังเคลื่อนตัวเข้าหากัน เช่น แผ่นอินเดีย แผ่นยูเรเชีย และแผ่นพม่า การสะสมพลังงานของเปลือกโลกในระดับลึกจึงส่งอิทธิพลได้กว้างไกล”

ด้าน ผศ. ดร.ธนันท์ ชุบอุปการ สาขาวิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า แม้ประเทศไทยจะเริ่มมีการกำหนดมาตรฐานการก่อสร้างเพื่อรองรับแผ่นดินไหวในบางพื้นที่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังมีหลายปัจจัยที่ทำให้อาคารหลายแห่งเสี่ยงต่อความเสียหายเมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือน เช่น อาคารที่สร้างก่อนปี 2550 ที่ยังไม่ได้รับการเสริมความมั่นคง อาคารสูงที่ไม่มีระบบดูดซับแรงสั่น และโครงสร้างสาธารณูปโภค เช่น สะพานหรือทางยกระดับที่ไม่ได้รับการประเมินซ้ำอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ ระบบเตือนภัยของไทยยังขาดประสิทธิภาพในการสื่อสาร “แบบเรียลไทม์” ไปยังประชาชน เช่น การแจ้งเตือนผ่านมือถือโดยอัตโนมัติ การเผยแพร่ข้อมูลเชิงลึกที่เข้าใจง่าย และการซ้อมรับมือร่วมกันระหว่างหน่วยงาน

ขณะที่ ผศ. ดร.กำแหง วัฒนเสน อาจารย์หลักสูตรธรณีฟิสิกส์ เน้นย้ำว่า การสร้างความตระหนักต้องไม่เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีข่าวแผ่นดินไหวเท่านั้น แต่ต้อง “ฝังอยู่ในระบบการศึกษาและการบริหารท้องถิ่น” เช่น การฝึกอบรมครูให้สามารถสอนเรื่องภัยพิบัติในห้องเรียน การวางแผนฉุกเฉินระดับหมู่บ้านและเขตเทศบาล และการสร้างระบบฐานข้อมูลอาคารเสี่ยงที่เข้าถึงได้ในระดับชุมชน

ทั้งนี้ ในช่วงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้เข้าร่วมบางรายตั้งข้อสังเกตว่า ยังมีความลังเลของภาครัฐในการสื่อสารความเสี่ยงต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา โดยเกรงว่าจะทำให้ประชาชนตื่นตระหนก “แต่ในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟน สิ่งที่ประชาชนต้องการคือข้อมูลที่เชื่อถือได้ ตรงเวลา และอธิบายให้เข้าใจ ไม่ใช่การบอกให้ ‘อย่าตกใจ’ โดยไม่มีข้อมูลรองรับ”

แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ศูนย์กลางของการเกิดแผ่นดินไหว แต่ความถี่และรุนแรงของเหตุการณ์ในภูมิภาคกำลังเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ การขยายเมืองอย่างรวดเร็ว และความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานล้วนทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้น “ภัยพิบัติธรรมชาติมักเกิดขึ้นโดยไม่เลือกเวลา แต่การเตรียมพร้อมเป็นสิ่งที่เราเลือกได้” เวทีเสวนาครั้งนี้ไม่ได้เพียงให้ความรู้ทางวิชาการ แต่ยังเป็นการเชื้อเชิญให้ทุกภาคส่วนในสังคมมองเห็น “หน้าที่ร่วม” ในการสร้างความพร้อมทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และประเทศ

คณะวิทยาศาสตร์ ม.อ. ยืนยันเดินหน้าสื่อสารวิทยาศาสตร์เพื่อสังคม และสร้างเครือข่ายความรู้ในประเด็นภัยพิบัติร่วมกับภาคีทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย เพื่อให้วิทยาศาสตร์เป็นพลังหนุนสังคมไทยที่เปราะบาง ให้มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงขึ้น ที่สำคัญ คณะวิทยาศาสตร์ ม.อ. เตรียมที่จะจัดตั้งศูนย์วิจัยทางด้านธรณีฟิสิกส์ ที่จะมาดูแลในเรื่องของแผ่นดินไหวเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และเตือนภัยในอนาคต